Back

ⓘ พระมหากษัตริย์ไทย



                                               

พระปรมาภิไธย

พระปรมาภิไธย อาจหมายถึง ชื่อของพระมหากษัตริย์ - เช่น พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ไทย ลายพระปรมาภิไธย royal sign-manual - ลายมือชื่อของพระมหากษัตริย์ พระปรมาภิไธยย่อ royal cypher - ชื่อย่อของพระมหากษัตริย์ที่จัดทำเป็นตราหรือสัญลักษณ์แทนพระองค์

                                               

เครื่องราชอิสริยาภรณ์เซราฟีม

เครื่องราชอิสริยาภรณ์เซราฟีม เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของประเทศสวีเดน และเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่เก่าแก่ชนิดหนึ่งของโลก สถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2291 โดยพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 1 แห่งสวีเดน ซึ่งสร้างมาพร้อมกันกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ดาบและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ดาวขั้วโลก เครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้มีเพียงสองชั้นคือ ชั้นอัศวิน และ ชั้นสมาชิก ประกอบด้วยดวงตราห้อยกับสายสะพายสีฟ้า สายสร้อย และดารา เครื่องราชอิสริยาภรณ์มอบให้แก่พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระบรมวงศานุวงศ์สวีเดน ตลอดจนประมุขและผู้มีเกียรติจากต่างประเทศ

                                               

แขวงรองเมือง

แขวงรองเมืองตั้งชื่อตามถนนรองเมืองซึ่งเริ่มจากถนนพระรามที่ 4 ไปทางทิศเหนือในแนวขนานกับสถานีรถไฟหัวลำโพง แล้วไปสิ้นสุดที่ถนนพระรามที่ 1 ที่เชิงสะพานกษัตริย์ศึก รวมระยะทางประมาณ 900 เมตร ชื่อถนนรองเมืองตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง หม่อมราชวงศ์ลพ สุทัศน์ ขุนนางในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านเป็นหนึ่งในขุนนางในสมัยนั้นที่ร่วมสร้างถนนหลายแห่งในเขตบางรักเพื่อการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ เช่น ถนนสี่พระยา, ถนนเดโช, ถนนสุรวงศ์ เป็นต้น ถนนรองเมืองเริ่มก่อสร้างใน พ.ศ. 2445 จนแล้วเสร็จและมีพิธีเปิดถนนในวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2447

                                               

พระศรีธรรมราชาที่ 2

พระศรีธรรมราชาที่ 2 บางทีรู้จักในฐานะ พญาตู เป็นพระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชาซึ่งครองราชบัลลังก์ระหว่าง พ.ศ.2171 ถึง 2174 พญาตูเป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ของ พระไชยเชษฐาที่ 2 พระองค์ขึ้นสืบราชบัลลังก์ต่อจากพระราชบิดาในฐานะกษัตริย์ในปี พ.ศ. 2171 เวลาเดียวกัน พระองค์สถาปนาพระเจ้าอาคือ พระอุไทย เป็นผู้สำเร็จราชการ ในตำแหน่ง พระมหาอุปโยราช ឧភយោរាជ

                                               

วัดอโยธยา

วัดอโยธยา เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลหันตรา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันเจ้าอาวาส คือ พระอธิการปัญญาพล ปญฺญาพโล วัดอโยธยา หรือ วัดเดิม ตาม พงศาวดารเหนือ เชื่อกันว่าบริเวณวัดนี้เคยเป็นพระราชวังสมัยอโยธยามาก่อน ต่อมาเมื่อกษัตริย์ผู้ปกครองเมืองได้ถวายพื้นที่พระราชวังให้สร้างเป็นวัด ให้ชื่อว่า "วัดเดิม" เป็นศูนย์กลางของเมืองอโยธยา เป็นวัดประจำพระราชวัง "เมืองอโยธยาศรีรามเทพนคร" ริมแม่น้ำป่าสัก ก่อนที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 จะทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยา ณ หนองโสน เดิมเป็นพระอารามหลวง โดยพระเจ้าหลวงยกวัดให้เป็นวังเช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ในสมัยกร ...

                                               

วัดขุนอินทประมูล

วัดขุนอินประมูล เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่ที่ตำบลอินทประมูล อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง วัดขุนอินทประมูลสร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัย พิจารณาจากซากอิฐแนวเขตเดิมคะเนว่าเป็นวัดขนาดใหญ่ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ที่ใหญ่และ ยาวที่สุดในประเทศไทย มีความยาวถึง 50 เมตร 25 วา เดิมประดิษฐานอยู่ในวิหารแต่ถูกไฟไหม้ปรักหักพังไปเหลือแต่องค์พระตากแดดตากฝนอยู่กลางแจ้งมานานนับเป็นร้อย ๆ ปี องค์พระพุทธรูปมีลักษณะและขนาดใกล้เคียงกับพระนอนจักรสีห์ จังหวัดสิงห์บุรี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยเดียวกัน องค์พระนอนมีพุทธลักษณะที่งดงาม พระพักตร์ยิ้มละไม สงบเยือกเย็น น่าเลื่อมใสศรัทธา พระมหากษัตริ ...

                                               

วัดบางแคน้อย

วัดบางแคน้อยสร้างเมื่อ พ.ศ. 2411 โดยคุณหญิงน้อย หรือจุ้ย วงศาโรจน์ ซึ่งเป็นน้องสาวของคุณหญิงใหญ่ ภรรยาของเจ้าพระยาวงษาสรศักดิ์ ผู้สร้างวัดบางแคใหญ่ วัดบางแคในละแวกนั้นมี 3 วัด คือ วัดบางแคใหญ่ วัดบางแคน้อย และวัดบางแคกลาง อุโบสถของวัดบางแคน้อย แต่เดิมสร้างบนแพไม้ไผ่ผูกไว้กับต้นโพธิ์ มีพระอธิการทัตเป็นเจ้าอาวาส เรียกอุโบสถแบบนี้ว่า อุทกกุกเขปสีมา ต่อมาพระอธิการรอด เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 2 ได้ย้ายอุโบสถขึ้นมาปลูกบนพื้นดิน คุณหญิงน้อยได้อุทิศที่ดินจำนวน 8 ไร่ 2 งาน 29 ตารางวา ให้สร้างวัดได้อนุญาตให้ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2418 อุโบสถหลังที่สองของวัดจึงสร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2430 และผูกพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ ...

                                               

รายพระนามผู้ปกครองตอสคานา

ผู้ปกครองแห่งตอสกานา แตกต่างกันไปตามยุคสมัย, บางยุคเป็นมาร์การ์ฟ, ผู้ปกครองของมณฑลชายแดนไม่กี่แห่ง บางยุคก็เป็นหัวหน้าตระกูลที่มีบทบาทในภูมิภาค

                                               

เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (เสือ สนธิรัตน์)

เจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์ นามเดิมว่า เสือ เป็นเสนาบดีกรมวังในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นบุตรชายของเจ้าพระยารัตนาพิพิธ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวดำรงตำแหน่งเป็น พระยาราชนิกูล เป็นแม่ทัพในสงครามอานัมสยามยุทธ

                                               

แยกศุลกากร

แยกศุลกากร เป็นสี่แยกที่เป็นจุดตัดกันระหว่างถนนเกษมราษฎร์ ถนนอาจณรงค์และถนนสุนทรโกษา ในท้องที่แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร

พระมหากษัตริย์ไทย
                                     

ⓘ พระมหากษัตริย์ไทย

พระมหากษัตริย์ไทย เป็นประมุขของประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ถึงแม้ว่าพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์จะลดลงหลังการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 และถูกจำกัดโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่สถาบันพระมหากษัตริย์ก็ยังคงได้รับความเคารพนับถือจากประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 กับทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับว่า พระมหากษัตริย์ "ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้" นอกจากนั้น พระมหากษัตริย์ยังทรงได้รับความคุ้มครองด้วยกฎหมายอาญา ทำให้การวิพากษ์วิจารณ์พระองค์เป็นความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์

พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล ทรงเป็นจอมทัพไทย พุทธมามกะ และอัครศาสนูปถัมภก มีพระราชอำนาจสถาปนาและพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์กับฐานันดรศักดิ์ พระราชทานอภัยโทษ ประกาศสงครามและสงบศึก รวมตลอดถึงพระราชอำนาจอื่น ๆ ซึ่งจะทรงใช้ได้ก็แต่โดยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ ยกเว้นพระราชอำนาจบางประการที่ทรงใช้ได้ตามพระราชอัธยาศัย คือ ตั้งและถอดองคมนตรีกับบรรดาข้าราชการในพระองค์ มีการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้แก่ส่วนราชการในพระองค์ทุกปี

พระมหากษัตริย์ไทยแห่งราชวงศ์จักรีเป็นประมุขราชวงศ์ มีที่ประทับอย่างเป็นทางการคือพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันคือ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทรงตอบรับการขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559 แต่ในทางนิตินัยถือว่าพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559

รัชทายาทของพระมหากษัตริย์ไทยมีตำแหน่งเรียกว่าสยามมกุฎราชกุมาร การสืบพระราชสันติวงศ์ของพระมหากษัตริย์เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 โดยมีลักษณะเป็นการโอนจากบิดาสู่บุตรตามหลักบุตรคนหัวปีเฉพาะที่เป็นชาย แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรฉบับปัจจุบันเปิดให้เสนอพระนามพระราชธิดาขึ้นสืบราชบัลลังก์ได้ ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงตั้งรัชทายาทไว้

                                     

1. บทบาทตามรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญปี 2490 และ 2492 มีการเพิ่มพระราชอำนาจอย่างสำคัญ เช่น พระมหากษัตริย์สามารถแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหารต้องรับผิดชอบต่อพระมหากษัตริย์ ทรงสามารถแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้กึ่งหนึ่ง

                                     

1.1. บทบาทตามรัฐธรรมนูญ การใช้พระราชอำนาจยับยั้งร่างกฎหมาย

กรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจยับยั้งร่างกฎหมาย ตั้งแต่รัชกาลที่ 7 เป็นต้นมา เช่น

  • ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ต่อมา คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517: มีบันทึกว่า พระมหากษัตริย์ทรงขอให้แก้ไขคำปรารภให้สั้นลง และแก้ไขข้อกำหนดที่ให้ประธานองคมนตรีรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา เพราะทรงเห็นว่า จะทำให้ประธานองคมนตรี ซึ่งมาจากการเลือกสรรของพระมหากษัตริย์ กลายเป็นมีบทบาททางการเมือง ซึ่งขัดกับหลักการที่ให้พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง
  • ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ต่อมา คือ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547: ใน พ.ศ. 2546 คณะรัฐมนตรีที่มีพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เสนอร่างพระราชบัญญัตินี้ต่อรัฐสภา รัฐสภาเห็นชอบ แต่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบ และพระราชทานร่างคืนไปให้พิจารณาใหม่ โดยทรงระบุว่า พบข้อผิดพลาดเกี่ยวกับการใช้ถ้อยคำและการอ้างเลขมาตรา
  • ร่างพระราชบัญญัติเหรียญเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนพรรษา 6 รอบ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2547 พ.ศ. ต่อมา คือ พระราชบัญญัติเหรียญเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนพรรษา 6 รอบ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2547 พ.ศ. 2547: ใน พ.ศ. 2546 คณะรัฐมนตรีที่มีพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เสนอร่างพระราชบัญญัตินี้ต่อรัฐสภา รัฐสภาเห็นชอบ แต่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบ และพระราชทานร่างคืนไปให้พิจารณาใหม่ โดยทรงระบุว่า บรรยายลักษณะเหรียญผิด
  • พระราชบัญญัติอากรมฤดกและการรับมฤดก พุทธศักราช 2476: เดิมคณะรัฐมนตรีที่มีพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ก้อน หุตะสิงห์ เป็นนายกรัฐมนตรี เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2475 เพื่อเก็บอากรมฤดกจากผู้รับมฤดก และมีการพิจารณาเรื่อยมาจนสภาเห็นชอบในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2476 และมีการพิจารณาเพิ่มเติมจนถวายพระมหากษัตริย์ได้ใน พ.ศ. 2477 แต่ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างกฎหมายภายใน 30 วัน โดยมีบันทึกว่า ทรงขอให้แก้ไขให้ชัดเจนว่า จะไม่เก็บอากรมฤดกจากพระราชทรัพย์ ซึ่งสภาแก้ไขตามนั้น ในที่สุด จึงทรงลงพระปรมาภิไธย
  • ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์: คณะรัฐมนตรีที่มีอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติในเดือนมกราคม พ.ศ. 2535 เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดที่เกิดจากการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โดยกำหนดว่า ถ้าผู้ทำละเมิดเป็นสื่อมวลชน ต้องใช้ค่าเสียหายในวงเงิน 20 เท่าของอัตราขั้นสูงแห่งโทษปรับทางอาญา เว้นแต่พิสูจน์ความเสียหายได้มากกว่านั้น พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วย และไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย และสภามิได้นำกลับไปพิจารณาใหม่ ร่างพระราชบัญญัติจึงตกไป
  • พระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาทหาร พุทธศักราช 2477, พระราชบัญญัติแก้ไขวิธีพิจารณาความอาชญา พุทธศักราช 2477, พระราชบัญญัติแก้ไขวิธีพิจารณาความอาชญา พุทธศักราช 2477 ฉะบับที่ 3: คณะรัฐมนตรีที่มีพระยาพหลพลพยุหเสนา พจน์ พหลโยธิน เป็นนายกรัฐมนตรี เสนอร่างพระราชบัญญัติเหล่านี้ต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเปลี่ยนแปลงวิธีประหารชีวิตจากตัดศีรษะเป็นยิงให้ตาย และเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดที่ต้องมีพระบรมราชานุมัติก่อนประหารชีวิตเป็นให้จบที่คำพิพากษาของศาล สภาเห็นชอบ แต่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบ และพระราชทานร่างคืนมายังสภา สภาลงมติยืนยันตามเดิม และถวายให้ทรงลงพระปรมาภิไธยอีกครั้ง แต่ไม่ทรงลงภายใน 15 วัน ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 กำหนดให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายได้เสมือนว่า ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว
  • ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ต่อมา คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560: ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประชาชนได้ให้ความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559 และนายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯ ถวายให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย แต่ต่อมา ขอพระราชทานร่างคืนมาเพื่อ "แก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะประเด็นตามที่สำนักราชเลขาธิการแจ้ง" มีรายงานว่า เป็นประเด็นเกี่ยวกับพระราชอำนาจ เช่น ให้ทรงตั้งหรือไม่ตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในเวลาที่ไม่ประทับอยู่ในประเทศ ก็ได้
                                     

2. บทบาทในการเมืองไทย

หลังการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 พระมหากษัตริย์ไทยมีพระราชอำนาจจำกัดตามรัฐธรรมนูญ และถูกคณะราษฎรลดบทบาท พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงร่วมมือกับคณะเจ้าเพื่อพยายามล้มล้างและประหัตประหารสมาชิกคณะราษฎร เครือข่ายสายลับของพระองค์ใช้วังไกลกังวลเป็นศูนย์กลาง ทรงโยกย้ายทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มาเป็นของพระองค์ ความขัดแย้งในเรื่องพระราชอำนาจเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งกับรัฐบาลคณะราษฎรจนนำไปสู่การสละราชสมบติ

เหตุการณ์การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองโจมตีปรีดี พนมยงค์และมรดกของเขา ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีรัฐประหารถึง 11 ครั้ง ครั้งแรกในปี 2490 ซึ่งทำลายอำนาจของคณะราษฎร ความขัดแย้งกับจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ในเรื่องที่ดินตั้งแต่ปี 2494 สุดท้ายนำไปสู่รัฐประหารปี 2500 โดยมีหลักฐานพระองค์และกลุ่มกษัตริย์นิยมเคลื่อนไหวเครียมรัฐประหาร มีการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรว่า พระองค์ทรงพระราชทานเงินสนับสนุนแก่พรรคประชาธิปัตย์ 700.000 บาท และมีรายงานว่าพระองค์ทรงเสด็จฯ ไปบ้านพักของหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมชในยามวิกาลอย่างลับ ๆ อยู่เสมอ

ในเรื่องพระราชอำนาจโดยพฤตินัยนั้น ธงทอง จันทรางศุเขียนถึงพระราชอำนาจนี้ว่า "แม้ว่าพระราชอำนาจดังกล่าวจะมิได้บัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใดก็ตาม แต่ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เข้าใจตรงกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่าเป็นพระราชอำนาจที่มีอยู่จริง และอาจกล่าวได้ว่าเป็นพระราชอำนาจส่วนที่สำคัญที่สุดในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญเท่าที่ปรากฏในปัจจุบัน" การสถาปนาพระราชอำนาจนำของพระมหากษัตริย์เกิดขึ้นผ่านการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยมีพระราชหัตถเลขาใจความว่า ควรถือพระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปอยู่เหนือการเมือง "โดยเฉพาะการไม่เข้าไปเป็นฝักฝ่ายต่อสู้แข่งขัน รณรงค์ทางการเมือง อันอาจจะนำมาซึ่งการโจมตี ติเตียน และกระทบต่อความสงบเรียบร้อยสมัครสมานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับราษฎร" ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่า พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระราชโอรส พระราชธิดา ไม่มีหน้าที่ต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะการไปใช้สิทธิเลือกตั้งจะก่อให้เกิดความขัดแย้งและไม่สอดคล้องกับหลักการการดำรงอยู่เหนือการเมือง ในปี พ.ศ. 2562 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรทรงมีพระราชโองการ เรื่อง สถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ความโดยสรุปว่า การนำพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ แม้จะทรงกราบถวายบังคมลาออกจากฐานันดรศักดิ์ไปแล้ว มาเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง ไม่ว่าจะโดยทางใดก็ตาม เป็นการกระทำที่ขัดต่อโบราณราชประเพณี ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของชาติ ถือเป็นการกระทำที่มิบังควรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง



                                     

3.1. ประวัติ กำเนิด

รูปแบบการปกครองแบบราชาธิปไตยของประเทศไทยได้พัฒนาขึ้นมาตลอด 800 ปี ภายใต้การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่สามารถรวบรวมดินแดนจนเป็นปึกแผ่นเป็นอาณาจักรสุโขทัย โดยมีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นปฐมกษัตริย์ แนวคิดการปกครองแบบราชาธิปไตยสมัยแรกเริ่มตั้งอยู่บนพื้นฐานของศาสนาฮินดู รับเข้ามาจากจักรวรรดิขะแมร์ ที่ถือว่าวรรณะกษัตริย์มีอำนาจทางทหาร และหลักความเชื่อแบบเถรวาท ที่ถือพระมหากษัตริย์เป็น "ธรรมราชา" หลังจากที่พระพุทธศาสนาเข้ามาในประเทศไทยในราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 อันเป็นแนวคิดที่ว่าพระมหากษัตริย์ควรจะปกครองประชาชนโดยธรรม

สมัยกรุงสุโขทัย มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก พระมหากษัตริย์จะมีพระนามขึ้นต้นว่า "พ่อขุน" มีความใกล้ชิดระหว่างกษัตริย์กับประชาชนมาก หลังจากรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้ว พระมหากษัตริย์สุโขทัยมีพระนามขึ้นต้นว่า "พญา" เพื่อยกฐานะกษัตริย์ให้สูงขึ้น ในรัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ 1 พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์เฟื่องฟูมาก จึงมีแนวคิดธรรมราชาตามคติพุทธขึ้นมา ทำให้พระนามขึ้นต้นของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลพญาลิไทเรียกว่า "พระมหาธรรมราชา"

ตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เรียกพระมหากษัตริย์ว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา ถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเรียกว่า พระเจ้ากรุงสยาม สถานะของพระมหากษัตริย์ในยุคนี้ได้รับคติ "เทวราชา" จากศาสนาฮินดู กล่าวคือพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเทพเจ้าอวตารมาเพื่อปกครองมวลมนุษย์ ดังเห็นได้จากการใช้คำนำหน้าพระนามว่า "สมเด็จพระเจ้า"

                                     

3.2. ประวัติ ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2475 กลุ่มนักศึกษาซึ่งได้รับการศึกษาแบบตะวันตกและนายทหารเรียก "ผู้ก่อการ" ได้ปฏิวัติยึดอำนาจและเรียกร้องให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ชาวสยาม ในเดือนธันวาคมปีนั้นจึงพระราชทานรัฐธรรมนูญเปลี่ยนรูปแบบการปกครองมาสู่ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ บทบาทของพระมหากษัตริย์ก็เหลือเพียงประมุขแห่งรัฐเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น รัฐธรรมนูญบัญญัติว่าพระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ผ่านรัฐสภา นายกรัฐมนตรี และศาลตามลำดับ โดยเป็นการเปลี่ยนแนวคิดจากอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนมาเป็นความคิดแบบ "อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ" สมมติว่ากษัตริย์มาจากมติของปวงชน ซึ่งได้อิทธิพลมาจากขุนนางร่างกฎหมายที่นิยมกษัตริย์

ในปี พ.ศ. 2478 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวสละราชสมบัติ หลังทรงไม่ลงรอยกับรัฐบาลที่เป็นอำนาจนิยมมากขึ้น พระองค์ทรงประทับในสหราชอาณาจักรจนสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรทรงสืบราชสันตติวงศ์ ขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุ 10 พรรษาและเสด็จอยู่ต่างประเทศในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จึงมีการแต่งตั้งสภาผู้สำเร็จราชการแทน ในช่วงนั้น บทบาทและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ถูกยึดโดยรัฐบาลฟาสซิสต์จอมพลแปลก พิบูลสงคราม ผู้นำสยามเข้ากับฝ่ายอักษะระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อสงครามยุติ จอมพลแปลกถูกถอดออกและพระมหากษัตริย์เสด็จนิวัติประเทศ ระหว่างสงคราม พระญาติหลายพระองค์ของพระมหากษัตริย์เป็นสมาชิกขบวนการเสรีไทย ซึ่งต่อต้านการยึดครองของต่างชาติระหว่างสงครามและช่วยกู้ฐานะของประเทศไทยหลังสงคราม

หลังพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2489 สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งขณะนั้นทรงพระชนมายุ 19 พรรษา กลายเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลถัดมา พระองค์มีปฐมบรมราชโองการดังนี้ "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"

ระหว่างปี พ.ศ. 2475–2500 พระมหากษัตริย์ไทยมีบทบาททางสังคมน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี โดยเขามีแนวคิดต่อต้านราชวงศ์ อย่างไรก็ดี หลังรัฐประหารโดยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปี พ.ศ. 2500 รัฐบาลฟื้นฟูบทบาททางสังคมดังกล่าว และรื้อฟื้นราชประเพณีดั้งเดิมรวมทั้งการหมอบกราบ ปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้จอมพล สฤษดิ์เป็นผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารโดยไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในพุทธทศวรรษ 2510 เริ่มเห็นได้ชัดว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีบทบาททางการเมือง หลังจากทรงสนับสนุนนักศึกษาในปี พ.ศ. 2516 ทรงเปลี่ยนมาสนับสนุนกลุ่มฝ่ายขวาในปี พ.ศ. 2519 และรัฐบาลธานินทร์ จนสู่รัฐบาลพลเอกเปรม ปรากฏชัดในครั้งกบฏยังเติร์กในปี พ.ศ. 2524 ที่ทรงประกาศสนับสนุนรัฐบาลพลเอกเปรมทำให้กบฏล้มเหลว

เริ่มเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2543 บทบาทของพระมหากษัตริย์ไทยถูกนักวิชาการ สื่อ ผู้สังเกตการณ์และนักประเพณีนิยมคัดค้านเพิ่มขึ้น และเมื่อผู้สนใจนิยมประชาธิปไตยที่มีการศึกษาเริ่มแสดงออกซึ่งสิทธิคำพูดของเขา หลายคนถือว่าชุดกฎหมายและมาตรการเกี่ยวข้องกับความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ในประเทศไทยซึ่งมุ่งคุ้มครองพระมหากษัตริย์และราชวงศ์เป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพการแสดงออก มีการจับกุม การสืบสวนอาญาและจำคุกหลายครั้งโดยอาศัยกฎหมายเหล่านี้ ในปี พ.ศ. 2548 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระราชดำรัสว่า สามารถวิจารณ์พระองค์ได้หากสร้างสรรค์และไม่มีแรงจูงใจทางการเมือง

บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการเมืองไทยชัดเจนขึ้นหลังการมีส่วนและสนับสนุนรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549

                                     

4. ส่วนราชการในพระองค์

กรมราชเลขานุการในพระองค์และสภาองคมนตรีไทยสนับสนุนภาระหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ โดยปรึกษากับนายกรัฐมนตรี พระราชวังและพระราชทรัพย์ของพระมหากษัตริย์มีสำนักพระราชวังและสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เป็นผู้จัดการตามลำดับ หน่วยงานเหล่านี้ไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลไทย และพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งพนักงานทั้งหมด

                                     

5. แหล่งข้อมูลอื่น

งานวิชาการ
  • หยุด แสงอุทัย 2551. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ บ.ก. คำอธิบายรัฐธรรมนูญฯ ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ PDF. กรุงเทพฯ: วิญญูชน. ISBN 9789742886332.
  • สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. 2503. เมืองไทยมีพระเจ้าแผ่นดินสองพระองค์. พิมพ์ครั้งที่ 10. พระนคร: เขษมบรรณกิจ.
Free and no ads
no need to download or install

Pino - logical board game which is based on tactics and strategy. In general this is a remix of chess, checkers and corners. The game develops imagination, concentration, teaches how to solve tasks, plan their own actions and of course to think logically. It does not matter how much pieces you have, the main thing is how they are placement!

online intellectual game →